Heat-Related Illnesses

  1. ความเครียดความร้อน (Heat stress) หมายถึง การที่อุณหภูมิกาย เพิ่มขึ้นจากการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความร้อน (จำเป็นต้องมีมาตราการลดอุณหภูมิกายและหรือ ลดอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม หรือ ออกจากการสัมผัสความร้อนในสิ่งแวดล้อมนั้น)

  2. ความเค้นทางความร้อน (Heat strain) หมายถึง ผลที่ตามมาทางสรีรวิทยาและหรือจิตประสาทจากการสัมผัสความร้อนในสิ่งแวดล้อม (จำเป็นต้องมีแนวทางการปฐมพยาบาลการดูแลเบื้องต้นและการส่งต่อทางการแพทย์)

  3. ความคุ้นชินกับความร้อน (Heat acclimatization) หมายถึง การที่บุคคลมีความสามารถเพิ่มขึ้นในการลดความเค้นจากความร้อน (Heat strain) อันเนื่องมาจากประสบการณ์ในการสัมผัสหรือเผชิญกับความร้อน

Heat Rash

✳︎

Heat Edema

✳︎

Heat Cramps

✳︎

Heat Tetany

✳︎

Heat Syncope

✳︎

Heat Exhaustion

✳︎

Heat Stroke

✳︎

Heat Rash ✳︎ Heat Edema ✳︎ Heat Cramps ✳︎ Heat Tetany ✳︎ Heat Syncope ✳︎ Heat Exhaustion ✳︎ Heat Stroke ✳︎

Article & Documents & Handouts

Driven by curiosity and built on purpose, this is where bold thinking meets thoughtful execution. Let’s create something meaningful together.

2025

New York

การควบคุมอุณหภูมิร่างกายกับการออกำลังกาย

กลไกการตอบสนองของร่างกายเมื่อเผชิญกับความเครียดจากความร้อน (Heat Stress)

แบ่งออกเป็น 3 เส้นทางหลัก ดังนี้

1. การป้องกันด่านที่หนึ่ง:

เมื่ออุณหภูมิผิวหนังสูงขึ้น ร่างกายจะเกิดเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปที่ผิวหนังมากขึ้น ร่วมกับ มีการขยายตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนังเพื่อระบายความร้อนออกโดยวิธีการแผ่รังสี (Radiation) และการพาความร้อน (Convection) หากสวมใส่เสื้อผ้าหนาเกินไป จะขัดขวางการระบายความร้อน ส่งผลให้อุณหภูมิผิวหนังจะพุ่งสูงขึ้นเท่ากับอุณหภูมิแกนกาย อีกทั้ง เลือดจะไปคั่งที่ผิวหนังจำนวนมาก ทำให้เลือดไหลเวียนกลับสู่หัวใจไม่เพียงพอ นำไปสู่อาการคล้ายจะเป็นลม หรือ ลมแดด (Heat syncope)

2. การป้องกันด่านที่สอง:

ร่างกายจะกระตุ้นการหลั่งเหงื่อเพื่อระบายความร้อนด้วยการระเหย (Evaporation) ซึ่งเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่หากเหงื่อไม่สามารถระเหยได้ (Unevaporated sweat) ส่งผลที่ตามมา 3 ประการคือ

2.1 เสียน้ำจนนำไปสู่ภาวะ ขาดน้ำ (Dehydration) และส่งผลให้ต่อมเหงื่อล้า (Fatigue of sweat gland) จนทำให้ เหงื่อออกลดลง (Diminished sweating)

2.2 เสียเกลือแร่ (Drain on body salt) ทำให้เกิดภาวะ ตะคริวแดด (Heat Cramps) และส่งผลต่อระบบทางเดินอาหาร (คลื่นไส้ อาเจียน)

2.3 ผิวหนังอักเสบ เกิดเป็น ผดผื่นความร้อน (Heat Rash)

3. การป้องกันด่านสุดท้าย:

การหายใจเร็วหรือหอบ (Panting) หรือ การเพิ่มอัตราการหายใจ เป็นกลไกที่หลงร่างกายพยายามหอบเพื่อระบายความร้อน จะเกิดภาวะหายใจเร็วเกิน (Hyperventilation) ส่งผลให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำลง (Low PCO2) นำไปสู่ภาวะเลือดเป็นด่าง (Respiratory alkalosis) เกิดการหดตัวของหลอดเลือดสมอง และอาการเกร็งของมือและเท้า (Carpo-pedal spasm or Heat Tetany)

แต่ถ้าหากด่านป้องกันทั้งหมดข้างต้นล้มเหลว (ต่อมเหงื่อล้าจนหยุดทำงาน, กลไกควบคุมส่วนกลางในสมองเสียหาย) อุณหภูมิแกนกลางของร่างกายจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด ร่วมกับอัตราการเผาผลาญในร่างกายที่ถูกเร่งจากความร้อน ส่งผลให้เซลล์และอวัยวะต่าง ๆ ค่อย ๆ ถูกทำลายอย่างรุนแรง จนเข้าสู่ภาวะโรคเพลียความร้อน (Heat Exhaustion) หากไม่ได้รับการแก้ไขหรือตรวจจับไม่ทัน ก็จะกลายเป็นโรคลมร้อน (Heat stroke) ซึ่งอันตรายถึงแก่ชีวิตได้

การออกกำลังกาย ทำให้อุณหภูมิกายสูงขึ้น และ เกิดการสูญเสียน้ำในร่างกาย

  1. ทุก ๆ 5 นาที ในการออกกำลังกาย อาจทำให้อุณหภูมิกายสูงขึ้นได้ 0.5-1.0 °C หรือ เพิ่มขึ้น ประมาณ 1°C ใน 10 นาที

  2. ทุก ๆ การสูญเสียน้ำ 1% ของน้ำหนักตัว อุณหภูมิภายในร่างกายสูงขึ้น ประมาณ 0.15-0.20°C ตลอดเวลาที่มีการออกกำลังกาย

  3. การที่อุณหภูมิกายสูงขึ้น ร่วมกับ มีการสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย (ผ่านทางเหงื่อ) อาจทำให้เกิด ไข้ (Fever) ได้ ถ้ากลไกการระบายความร้อน ขาดประสิทธิภาพ

  4. หากกลไกการระบายความร้อนล้มเหลว ภายใน 25 นาที อุณหภูมิกายสามารถพุ่งสูงขึ้นจาก 37°C ไปสู่ 42°C ได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่ Heat stroke

การหลั่งเหงื่อ เป็นกลไกการระบายความร้อนของร่างกายที่มีสัดส่วนมากเป็นอันดับ 2 รองจากการแผ่รังสี แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด เพราะ ทุกๆ 1.7 cc ของเหงื่อ จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายได้ 1 Kcal.

การเพิ่มประสิทธิภาพของการหลั่งเหงื่อ ต้องดื่มน้ำให้เพียงพอ ดื่ม ORT ให้เหมาะสม และหรือ ทานผักผลไม้สร้างสมดุลเกลือแร่ในร่างกาย และที่สำคัญ ต้องสร้างความคุ้นชินกับความร้อน ในระหว่างออกกำลังกาย แต่งกายให้มีการระบายความร้อนได้ง่าย ต้องอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเท หรือ มีพัดลมเป่าช่วยเพิ่มการระเหยของเหงื่อจะดีมาก

องค์ความรู้จากประสบการณ์การทำงานด้านการเจ็บป่วยจากความร้อน

ประสบการณ์:

พ.อ.ดร.นพ.ภพกฤต ภพธรอังกูร เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบาดวิทยา จบการศึกษาสูงสุดระดับปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตสาขาอายุรศาสตร์เขตร้อน วิทยานิพนธ์ การอธิบายอิทธิพลของ climatic factors ต่ออุบัติการณ์การโรคติดต่อสำคัญในประเทศไทย (ไข้เลือดออก มาลาเรีย สคัปไทฟัส และเลปโตสไปโรซีส) ในอดีตที่ผ่านมา (ปี 2552) เป็นผู้ร่วมวิจัยและพัฒนาระบบการเฝ้าระวังการเจ็บป่วยจากความร้อนในทหารกองประจำการ โดยภาควิชาเวชศาสตร์ทหารและชุมชน กศ.วพม. ที่สำคัญ เป็นผู้ออกแบบการคัดกรองปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด heat exhaustion & heat stroke มาใช้เป็นครั้งแรกในงานวิจัย และ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) ได้รับเชิญให้ร่วม คณะทำงานพัฒนาเนื้อหาวิชาการแนวทางการป้องกันและควบคุมโรคจากความร้อน สำหรับผู้ประกอบอาชีพ กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค สธ. และได้รับมอบหมายให้ทบทวนวรรณผลกระทบทางสุขภาพกายและจิตใจจากการสัมผัสความร้อน รวมถึง มาตรการป้องกันและควบคุมโรคจากความร้อนในทหาร ตำรวจตระเวรชายแดน ตำรวจจราจร

Swiss Cheese Model for HIRs:

เพื่อบูรณาการป้องกันและควบคุมการเจ็บป่วยจากความร้อนในกำลังพล

Prevention levels:

ระดับการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อนในทหาร

HIRs Surveillance:

มีจุดเน้นสำคัญคือ ต้องนำข้อมูลที่ได้ ไปวางมาตรการ หรือปรับมาตรการให้ทันกาล และพยายามอย่างที่สุดที่จะกำหนดมาตรการในการลดความเสี่ยง/โอกาสการเจ็บป่วยจากความร้อน มากกว่าการถอดบทเรียน

Heat gain:

หากอุณหภูมิสิ่งแวดล้อม สูงกว่า อุณหภูมิร่างกายมนุษย์ ความร้อนจะเข้าสู่ร่างกาย และยิ่งถ้า ความชื้นสัมพัทธ์สูงมากๆ การระเหยของเหงื่อเกิดขึ้นได้ยาก การระบายความร้อนจะไม่มีประสิทธิผลเท่าที่ควร

Heat loss:

แม้ว่า การแผ่รังสีความร้อน มีสัดส่วนในการช่วยระบายความร้อนได้มากที่สุด แต่ การระเหยของเหงื่อ มีประสิทธิผลในการระบายความร้อนออกจากร่างกายมากที่สุด

Prevention & Control Measures for HIRs :

เมื่อไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในสิ่งแวดล้อมได้ มนุษย์ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายความร้อนออกจากร่างกายด้วยมาตรการต่าง ๆ ร่วมกัน (ไม่สามารถใช้มาตรการใดเพียงอย่างเดียวได้)

Effect on Health to Heat:

ผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสความร้อน

Why Heat Destroys Multiple Internal Organs Simultaneously :

ผลกระทบต่อสุขภาพจากการสัมผัสความร้อน

Sign & Symptoms for Heat Stroke :

อาการและอาการแสดงที่สำคัญคือ หมดสติ สับสน สูญเสียน้ำ และ เหงื่อไม่ออก / เหงื่อออกเยอะ ต้องรีบปฐมพยายาลให้อุณหภูมิแกนกายตำกว่า 39°C ภายใน 30 นาที โดยเร็วที่สุด

วิธีการระบายความร้อนในร่างกายได้ดีที่สุดคือ Active cooling ได้แก่

การแช่ตัวในน้ำผสมน้ำแข็ง (Ice water immersion) เพราะสามารถช่วยลดอุณหภูมิกายได้ในอัตรา 0.178-0.102 °C/min

รองลงมาคือ Trap with cold water ซึ่งภาคสนามแนะนำ Trap Assisted Cool Oscillation (T.A.C.O.) ในอัตรา 0.076°C/min

สรุปประเด็น:

1.ใช้ Cold-Water Immersion (CWI) หรือ Ice-Water Immersion (IWI) ดีที่สุด เพราะทำให้ Core temp สุดท้ายลดลงได้ดี (34.7-38.7°C) แม้ Core temp เริ่มต้นจะสูง (40-43.3°C)

2.อัตราการลดอุณหภูมิที่เหมาะสม =  ≥ 0.155°C/นาที ยิ่งลดเร็วสุด → ลดอัตราการเสียชีวิต!

3.ต้องลดอุณหภูมิแกนกายให้ <39°C ภายใน 30 นาที!